อาหารเช้าขุมพลังวันเปิดเทอม
ปัญหาเรื่องเวลากับอาหารเช้าในวันเปิดเทอมเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจ คุณแม่ไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ เราอาจเคี่ยวเข็ญให้เจ้าตัวน้อยเร่งแต่งตัวเพื่อให้ทันเวลารถโรงเรียนจนบางครั้งเราลืมอาหารเช้าของลูกไป อาจมีขนมนมเนยติดกระเป๋าเจ้าตัวเล็กให้เก็บไว้ทานแทนอาหารเช้า....
แต่ทราบไหมคะว่า เป็นสิ่งอันตรายและน่าหวาดเสียวต่อสุขภาพของลูกน้อยมากทีเดียวหลายท่านทราบดีเกี่ยวกับความสำคัญของอาหารเช้า แต่อาจจะลืมเลือนในเรื่องเหตุผลความจำเป็น ในครั้งนี้เรามีแพทย์หญิงสุภาพรรณตันตราชีวธร กุมารแพทย์ สาขาโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล มาตอกย้ำความสำคัญของอาหารเช้าในช่วงเปิดเทอมกันสักนิด “อาหารเช้าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก โดยส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองอยากจะให้เด็กเฉลียวฉลาด เราก็จะเลือกสรรเมนูเพื่อเขากันแต่หมออยากจะเรียนย้ำด้วยว่าการที่เด็กจะฉลาดได้ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างรวมกันนั่นก็คือ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อมการเลี้ยงดู การกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการในการเติบโตให้เต็มศักยภาพ ที่สำคัญเด็กต้องได้รับอาหารที่ดีมีคุณค่าเหมาะสมกับการเจริญเติบโตในแต่ละวัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเช้าซึ่งเป็นแหล่งของพลังงานหลักของการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน”คุณหมอยังระบุอีกว่า การที่เราอยากให้บุตรหลานฉลาดเรียนได้ดี อาหารเช้ามีผลต่อพฤติกรรมดังกล่าวอย่างยิ่ง เคยมีงานวิจัยตัวหนึ่งระบุว่า เด็กที่รับประทานอาหารเช้าจะมีสมาธิในการเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ทานอาหารเช้าเลย“เด็กที่ทานอาหารเช้าจะไม่พะว้าพะวง เขาจะมีสมาธิในการเรียนโดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์หรือวิชาที่เกี่ยวกับความทรงจำ เพราะฉะนั้นเด็กใน
ปกครองใครที่ไม่ยอมทานอาหารเช้า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก สำหรับวิถีชีวิตคนเมืองเราอาจจะให้ลูกเข้านอนหัวค่ำสักประมาณสองทุ่มเพื่อที่จะได้ตื่นตี 5 ได้สบายๆ ซึ่งเขาก็จะมีเวลาสำหรับแต่งตัวและรับประทานอาหารเช้าได้อย่างเต็มที่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ขับรถไปส่งบุตรหลานเองก็อาจจะให้รับประทานอาหารในรถก็ได้”
ส่วนโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นในช่วงเปิดเทอม คุณหมอกล่าวว่า“โรคส่วนใหญ่ที่เกิดอย่างเช่น มือปากเท้าเปื่อย เกิดจากไวรัสซึ่งแพร่ระบาดได้ด้วยการสัมผัส หรือการดื่มน้ำ ดังนั้น หากเกิดขึ้นโรงเรียนนั้นๆ ก็จะทำการปิดโรงเรียนเพื่อยุติการแพร่กระจาย อาการที่เกิดคือ เด็กจะเป็นแผลในช่องปาก ไม่อยากรับประทานอาหารก็จะทำให้เขาไม่มีภูมิคุ้มกันตามมา ดังนั้นการกระตุ้นให้เด็กได้ทานอาหารที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการก็จะเป็นตัวเสริมให้เด็กมีสุขภาพกายที่แข็งแรง”
ทั้งนี้คุณหมอยังได้แนะนำเมนูสำหรับเด็กที่ปรุงได้ง่ายในยามเช้าและครบถ้วนด้านสารอาหารอีกด้วย“หมอเข้าใจว่าวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ จะเร่งรีบในช่วงเช้า อาหารเช้าที่รับประทานง่ายอาจเป็นข้าวผัดชนิดต่างๆ หัวหอม ผักชี เนื้อสัตว์ ใส่ไข่ลงไป ยิ่งเด็กที่ตัวเล็กๆ น้ำหนักน้อยก็จะได้น้ำมันจากการปรุงอาหารตรงนี้ จากนั้นอาจจะมีนมอีกสักกล่อง หรือผลไม้ทานง่ายๆไว้ในรถ ถ้าเวลาไม่มีพออาจเป็นโจ๊กก็ได้ ซึ่งตรงนี้จะมีคาร์โบไฮเดรตกับโปรตีน ถ้าใส่ไข่ใส่ผักเพิ่มเด็กก็จะได้คุณค่าสารอาหารในระดับหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ คุณแม่อาจจะเตรียมซีเรียลกับนมไว้ให้เด็กได้รับประทานก็ได้ ซึ่งควรจะเตรียมผักหรือผลไม้ชนิดอื่นๆ เผื่อเขาเพิ่มเติม”
ต่อข้อถามที่เด็กอาจละเลยสารอาหารในช่วงเปิดเทอม และสนุกสนานกับขนมหวานจนลืมรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ คุณหมอกล่าวเรื่องนี้อย่างติดตลกว่า เด็กจะไม่ลืมทานอาหารในช่วงเปิดเทอมเพราะเขากลัวคุณครูเขาจะรับประทานอาหารตามที่คุณครูสั่ง ซึ่งทางโรงเรียนก็จัดเตรียมอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการไว้ให้เด็กๆ อยู่แล้ว สิ่งที่ควรระวังคือ คุณแม่ที่ซื้อขนมใส่กระเป๋าให้ลูกมากกว่า เพราะนอกจากจะทำให้เด็กอ้วนแล้วยังทำให้เขาฟันผุได้อีกด้วย
“หมออยากจะย้ำสักนิดว่า การทานอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการเป็นสิ่งจำเป็น และยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กได้อีกด้วยอย่างเช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี ไขมันจำเป็น วิตามินเกลือแร่ทั้งหลาย เหล่านี้มีผลต่อภูมิคุ้มกันโรค ถามว่าสิ่งเหล่านี้เราจะหาให้เด็กรับประทานได้จากที่ไหน ก็จากอาหารประจำวันที่เราจัดสรรให้ อย่าตามใจเด็กด้วยการละเลยไม่ทานผัก สุขนิสัยเหล่านี้ต้องฝึกแต่เด็กจึงจะสร้างผลที่ดีต่อสุขภาพของเขาเมื่อโตขึ้น”
นอกจากเด็กในระดับประถมวัยแล้ว คุณหมอยังกล่าวเป็นห่วงเด็กวัยรุ่นที่กำลังเติบโตสู่วัยหนุมสาวโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงอีกว่า
“คงไม่ใช่แค่ประถมวัยที่คุณแม่ต้องดูแลเท่านั้น วัยรุ่นสมัยนี้ก็ต้องดูแลเรื่องอาหารเป็นพิเศษด้วย เพราะเด็กสมัยนี้จะกังวลเรื่องความอ้วนแล้วก็ควบคุมอาหารกัน ซึ่งวัยนี้เป็นวัยที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาการทางร่างกายถ้ารับสาร
อาหารไม่เพียงพอแทนที่จะมีสุขภาพแข็งแรงก็อาจป่วยได้ง่ายโดยเฉพาะเรื่องของกระดูก เด็กที่ควบคุมอาหารมักจะขาดสารอาหารขาดแคลเซียม ส่งผลกระทบกับมวลกระดูกโดยตรง เขาอาจจะแคระแกรนโตได้ไม่เต็มที่ สิ่งที่น่าเป็นห่วงไปยิ่งกว่านั้นก็คือ ช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่ร่างกายสะสมสมมวลกระดูก ฉะนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลเรื่องโภชนาการตั้งแต่วันนี้ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นโรคกระดูกพรุนในอนาคตได้”คุณหมอย้ำว่าในช่วงวัยรุ่นจนอายุถึง 35 ปี เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับผู้หญิงที่จะสะสมมวลกระดูก เพราะหลังจากนั้นมวลกระดูกก็จะเสื่อมสลายตัว และถ้าในช่วงที่เราสะสมได้แต่มั่วแต่ห่วงสวยห่วงงาม ไม่ห่วงสุขภาพ ก็เป็นอันตรายในอนาคตได้“อยากเตือนคุณแม่ที่มีลูกสาวสักนิด เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากให้เขาได้รับประทานให้เต็มที่แล้วค่อยไปลด หรือเพิ่มสัดส่วนด้วยวิธีการออกกำลังกายไม่แนะนำให้อดหรือควบคุมอาหารโดยไม่จำเป็น เพราะนอกจากสุขภาพจะไม่ดีในระยะยาวแล้วยังส่งผลต่อสมาธิในการเรียนด้านอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งวัยนี้คุณแม่ไม่ต้องห่วงในเรื่องการปรุงอาหารให้เขาในแต่ละวันแต่ขอให้ห่วงว่าเขาจะทานอาหารที่มีคุณค่าเข้าไปหรือไม่มากกว่า”หากเรารับประทานอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามคุณค่าทางโภชนาการนอกจากจะมีสุขภาพกายที่แข็งแรงมีพลานามัยที่ดีแล้ว อาหารในวันนี้ยังเป็นยาที่เราเสริมให้กับร่างกายของเราในอนาคตอีกด้วย ...



